หน้าเว็บ

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การสร้างฝนหลวง


มี 3 ขั้นตอน คือ

       ขั้นตอนที่1 ก่อกวนให้เกิดเมฆ  เป็นการกระตุ้นให้ความชื้นหรือไอน้ำรวมตัวเป็นกลุ่มแกน  เพื่อใช้เป็นแกนกลางในการสร้างกลุ่มเมฆฝน  ในระยะต่อมาวิธีการคือ โปรยสารเคมีที่ก่อให้เกิดกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศได้แก่  เกลือแกง  ที่ความสูงประมาณ 7,000  ฟุต  ความชื้นหรือไอน้ำจะดูดซับเข้าไปเกาะรอบแกนเกลือ  แล้วรวมตัวกันเกิดเป็นเมฆที่จะพัฒนาเจริญขึ้นเป็นเมฆก้อนใหญ่ที่อาจสูงถึง  10,000  ฟุต
        

            ขั้นตอนที่ 2  เลี้ยงเมฆให้อ้วน  เป็นการเพิ่มแกนเม็ดไอน้ำให้กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากขึ้น  ใช้สารเคมีผงแคลซียมคลอไรด์โปรยเข้าไปที่กลุ่มเมฆที่มีความสูงประมาณ 8,000 ฟุต  หรือสูงกว่าฐานเมฆประมาณ 1,000 ฟุต   ขั้นตอนนี้สามารถเร่งกิจกรรมการกลั่นตัวของไอน้ำได้เร็วกว่าที่จะปล่อยให้เจริญขึ้นเองตามธรรมชาติ  เมฆใหญ่อาจจะก่อยอดขึ้นถึงระดับ  15,000 ฟุต  ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นส่วนของเมฆอุ่น  แต่ในบางครั้งยอดเมฆอาจจะสูงถึง 20,000 ฟุต  ซึ่งถือว่าเป็นส่วนของเมฆเย็น (เริ่มตั้งแต่ประมาณ 18,000 ฟุต)
           
           
          ขั้นตอนที่ 3  โจมตี  เป็นการเร่งหรือบังคับให้เกิดฝน  ขณะที่เมฆเจริญเติบโตขึ้นจนเริ่มแก่ตัวจัดจนฐานเมฆลดระดับต่ำลงประมาณ 1,000 ฟุต  และเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายจึงปฏิบัติการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานขั้นตอนการโจมตีไว้  ดังนี้
1)    แบบ Sanwich เป็นเทคนิคปฏิบัติการที่ความสูงไม่เกิน 10,000  ฟุต (เมฆอุ่น) ใช้ผงโซเดียมคลอไรด์โปรยทับยอดเมฆด้านเหนือลม  เพราะผงยูเรียโปรยที่ระดับฐานเมฆด้านใต้ลมในเวลาเดียวกัน  โดยให้แนวโปรยทั้ง  2  ทำมุมเยื้องกัน  45  องศา  ด้วยปฏิบัติการนี้เมฆจะทวีความหนาแน่นของเม็ดน้ำขนาดใหญ่ขึ้นและปริมาณมากขึ้นจนตกลงมารวมตัวกันที่ฐานเมฆทำให้ใกล้จะเกิดฝน  วิธีการนี้จะต้องเสริมการโจมตีด้วยการโปรยสารเคมีสูตรเย็นจัดคือ  น้ำแข็งแห้งที่ใต้ฐานเมฆ 1,000  ฟุต  เพื่อเร่งให้กลุ่มฝนกตลงเร็วขึ้น
2)    แบบเมฆเย็น  เป็นกรณีที่ยอดเมฆสูงมาจนถึงระดับเมฆเย็นหรือประมาณ 20,000  ฟุต ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วิธีการคือ  ใช้สารซิลเวอร์ไอโอไดด์ยิงจากเครื่องบินที่ระดับความสูงประมาณ 21,500  ฟุต   ทำให้ไอน้ำระเหยจากเม็ดน้ำเย็นยิ่งยวดมาเกาะตัวรอบแกนของสารเคมีที่ยิง  กลายเป็นผลึกน้ำแข็งจนกระทั่งตกลงมา  และละลายเป็นเม็ดน้ำเมื่อเข้าสู่ระดับเมฆอุ่น  ทำให้ไอน้ำและเม็ดน้ำในเมฆอุ่นเข้ามาเกาะรวมตัวเป็นเม็ดใหญ่ขึ้นทะลุฐานเมฆเป็นฝนตกลงสู่พื้นดิน
3)   แบบ Super Sandwich  เป็นเทคนิคใหม่ที่ทรงคิดค้นขึ้นในปี พ.ศ. 2542  ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยพสกนิกร  และพระอัจฉริยภาพของพระองค์  ในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งอย่างกว้างขวางสืบเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 จากปรากฏการณ์ “เอล นิโน” ปฏิบัติการนี้ใช้วิธีการแบบ  Sandwich และแบบเมฆเย็นควบคู่กันในเวลาเดียวกัน  จะทำให้ฝนตกหนักและต่อเนื่องยาวนาน  ให้ปริมาณน้ำฝนสูงยิ่งขึ้น  เนื่องจากเป็นประสานประสิทธิภาพของการโจมตีเมฆอุ่นและเมฆเย็นในเวลาเดียวกัน
 อย่างไรก็ตาม  ทุกขั้นตอนจะต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการตัดสินใจที่จะเลือกใช้ปริมาณสารเคมีอย่างเหมาะสม  โดยคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศภูมิประเทศ ทิศทางและความเร็วของลม  ตลอดจนกำหนดบริเวณหรือแนวพิกัดที่จะโปรยสารเคมี

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สรุปปาฐกถา แจ็ค หม่า เยือนประเทศไทยในการประชุม ACD และ 6 หัวข้อที่คุณต้องรู้










        วันอังคารที่ 11 ตุลาคม 59 ณ กระทรวงการต่างประเทศ ที่นั่น แจ็ค หม่า ได้ปรากฏตัว และมีคนไทยราว 300 ชีวิตได้เข้าร่วมรับฟัง “Talk by Mr. Jack Ma on “Global Trade Revolution:  Building a New e-Trade Platform for SMEs” ระยะเวลาราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เขาได้ส่งมอบทั้งประโยคทรงพลังมากมาย ทีมงาน Techsauce ขอสรุปเนื้อหา โดยแบ่งประเภทไว้ดังนี้
                แนวคิดของ Alibaba (อาลีบาบา)
                คำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ และการพัฒนาการศึกษา
                วิสัยทัศน์เรื่องเทคโนโลยี
                คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ
                ความคิดเห็นและคำแนะนำต่อประเทศไทย
                แนวคิดการใช้ชีวิตของ แจ็ค หม่า


± แนวคิดของ Alibaba


        ผมไม่ได้ต้องการสร้าง Alibaba ให้กลายเป็นอาณาจักร เราเรียนประวัติศาสตร์ ก็เห็นว่า ไม่มีอาณาจักรไหนที่ไม่มีวันล่มสลาย แต่ปรัชญาของผม คือการสร้าง Alibaba ให้เป็น Ecosystem เราอยากให้คน และ SMEs ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์มของเรา ประสบความสำเร็จ
        ดังนั้นถ้าคุณถามว่า Alibaba เราวัดความสำเร็จขององค์กรกันอย่างไร ผมบอกเลยว่าเราวัดสามอย่าง
                u บริษัทของเราได้สร้างงานสร้างอาชีพ ให้กับประเทศไปแล้วกี่ตำแหน่งงาน
               
v เราได้ช่วย SMEs ในแพลตฟอร์มของเรา เติบโตขึ้นได้แล้วกี่ราย
               
wแพลตฟอร์มของเรา ได้ให้บริการคนไปแล้วกี่คน
        กล่าวอีกอย่างก็คือ ผมไม่ได้วัดความสำเร็จของ Alibaba ที่ตัวเลขรายได้ หรือกำไร


± เมื่อแจ็ค หม่า พูดแนะนำ เรื่องการสร้างอาชีพ และการศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่


        ผมคิดว่า ไม่ว่าจะเป็นครูอาจารย์ พ่อแม่ หรือหัวหน้างานของคุณ โลกนี้ไม่มีใครพัฒนาวิชาชีพให้คุณได้คุณเองคือคนที่ต้องสร้างวิชาชีพให้กับตัวคุณ นั่นก็คือการหา Knowledge และ Wisdom ให้กับตัวเอง
        Knowledge คือสิ่งที่คุณเรียนรู้ ส่วน Wisdom คือสิ่งที่คุณสั่งสมประสบการณ์มาสำหรับคนรุ่นใหม่ คุณสมบัติที่คุณควรมีคือ ความกล้าหาญ” ยิ่งคุณยังเด็ก คุณยิ่งต้องกล้าอย่าเป็นคนขี้บ่น ผมเองก็เคยเป็นคนที่ชอบบ่น แต่เมื่อผมเปลี่ยนตัวเอง ชีวิตผมเปลี่ยนเลยส่วนเพื่อนของผมที่ยังชอบบ่นเหมือนเดิม ชีวิตเขาก็ยังคงเหมือนเดิม จริงๆ แล้ว โอกาสในชีวิตต่างๆ ซ่อนอยู่ภายใต้คำบ่นเหล่านั้นแหละ เมื่อคุณจัดการมันได้ โอกาสก็จะมา
        ผมว่าเราต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาของเราใหม่
                ระบบการศึกษาชอบเฟ้นหาแต่คน
‘Smart’ ในขณะที่โลกต่อไปนี้ Machine จะ Smart เสียยิ่งกว่าคน แถมยังไม่ขี้หลงขี้ลืม (หัวเราะ) ดังนั้นผมว่าการศึกษาควรให้ความสำคัญกับการสร้างคนให้ ‘Imaginative’ และ ‘Innovative’ มากกว่า


± วิสัยทัศน์เรื่องเทคโนโลยี


        ที่ผมบอกได้คือในอนาคต จะมีอาชีพที่ตายจากไป เป็นจำนวนมาก และจะมีอาชีพเกิดใหม่อีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน
        เราไม่จำเป็นต้องกลัว machine แต่เราต้อง embrace machine
เมื่อแจ็ค หม่า ถูกถามเรื่องอนาคตของ e-money (เงินอิเล็กทรอนิกส์)
        สิ่งที่คุณได้รับจากการใช้เงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็คือ “Data Collection” และ “Transparency”
เพราะว่าข้อมูลทุกอย่างถูกเก็บรวบรวมได้ มันจึงโปร่งใส
        ข้อดีที่เกิดขึ้นคือ บุคคลทั่วไป และ SMEs จะสามารถขอรับการสนับสนุนทางการเงินได้ง่ายขึ้น
จากเดิมทีที่สถาบันทางการเงิน ไม่รู้จักคนตัวเล็กๆ อย่างคุณ และยังไม่มั่นใจแต่เมื่อใครๆ ก็มีประวัติด้านการใช้จ่ายเงินติดตัว ทีนี้พวกเขาก็รู้จักคุณมากขึ้น และกล้าเชื่อถือคนทั่วไปมากขึ้น
        พอพูดถึง Data Collection คนก็จะถามหา Privacy สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือสังคมเราทุกวันนี้ มี Privacy น้อยลงกว่าแต่ก่อน และมันก็กลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้นถ้าถามผม ระหว่างเปิดเผยข้อมูลให้ Machine กับมนุษย์ ผมว่าคนยังน่ากลัวกว่าเลย (หัวเราะ) ก็เหมือนกับเรื่องบางเรื่องที่คุณไม่กล้าบอกเพื่อน
แต่กล้าบอกกับหมอที่โรงพยาบาลนั่นแหละ
        ก่อนหน้ายุคธนาคาร คนก็เคยไม่เชื่อธนาคาร และไม่กล้าฝากเงินในธนาคารมาก่อนต่อมาคนก็ได้เรียนรู้ว่ามันดีกว่าการเก็บไว้ในหมอนหรือในไห ดังนั้นที่คุณควรทำก็คือ ปรับตัวและคุ้นเคยกับมัน






± คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ


        เมื่อถูกถามว่าเจ้าของธุรกิจตัวเล็กๆ จะ convince (โน้มน้าว) คนให้เชื่อได้อย่างไร แจ็ค หม่า
ตอบว่าอย่าไป convince คนใหญ่โตที่เขาประสบความสำเร็จอยู่แล้ว (เพราะว่าเขาคิดว่าเขาประสบความสำเร็จแล้ว) แต่ให้ convince คนที่ อยากประสบความสำเร็จแทนตอนที่ผมทำ alibaba ใหม่ๆ
ผมขายวิสัยทัศน์ให้กับบริษัทใหญ่ๆ ไม่มีใครเชื่อผมเลยวิธีการที่ผมใช้ คือผมเข้าหากลุ่มคนรุ่นใหม่แทน
        ผมคิดว่า ผู้ประกอบการ ไม่ใช่คนที่สร้างได้จากในโรงเรียน หรือแม้แต่ MBA“Entrepreneurship can be discovered and developed but not educated” ผมเชื่อแบบนี้นะกลุ่มลูกค้าไม่ได้มาในวันเดียว มันต้องใช้เวลาในการสร้าง วิธีการของผมคือ จง อย่าสร้างทีมของคุณ ให้เป็นทีม Marketing และ Sales แต่จงสร้างให้พวกเขาเป็นทีม Service และจงโน้มน้าวทำให้ลูกค้าของคุณ กลายเป็นกระบอก Marketing และ Sales ของคุณแทน


 ± ความคิดเห็นและคำแนะนำต่อประเทศไทยเมื่อมีคนสอบถามถึงการทำ e-commerce ด้านเกษตรกรรม


        เกษตรกรอาจจะใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น แต่ทุกวันนี้เขาใช้มือถือกันเป็นแล้ว ดังนั้นผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ถ้าเราจะสอนให้เขาซื้อขายสินค้าเกษตรบนแพลตฟอร์ม e-commerce นะ แต่ผมว่ามันต้องมีองค์ประกอบอื่นควบคู่กันด้วย เช่น เรื่องระบบการชำระเงิน e-payment และเรื่องการสนับสนุนให้สินค้าบนแพลตฟอร์มส่งออกได้ด้วย ซึ่งทุกฝ่ายรวมถึงรัฐบาลควรร่วมมือกันมองเรื่องนี้ และสร้างให้เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบขึ้นมา
        ผมคิดว่า Agriculture น่าสนใจมาก และเป็นจุดเด่นของประเทศไทยด้วย คนจีนเองก็ชอบผลไม้ไทยมากปกติเราจะเห็นแต่โมเดลธุรกิจแบบ B2C คือธุรกิจขายให้คนทั่วไป แต่ผมว่าเดี๋ยวเราจะได้เห็นโมเดล C2B กันในอนาคต ก็คือเกษตรกรหรือคนทั่วไป สามารถขายของให้กับภาคธุรกิจได้
 ± แนวคิดของแจ็ค หม่า มารู้สึกตัวอีกที ก็มีคนเขียนหนังสือเรื่องผมมากมาย คุณไม่ต้องอ่านหนังสือที่เขียนเรื่องผมก็ได้ เขาอาจจะเขียนถึงผมในมุมที่ประสบความสำเร็จ แต่ผมคือคนที่ทำผิดพลาดมานับไม่ถ้วน
        ผมสมัครงานก็ถูกปฏิเสธมามากกว่า 30 งาน ทำให้ผมกลายเป็นคนที่คุ้นเคยดีกับการ ถูกปฏิเสธ
        ผมโชคดีที่ผมไม่ได้มีการศึกษาสูง แถมไม่ได้เกิดมาหน้าตาดี (หัวเราะ) ซึ่งนั่นทำให้ผมได้เจอกับเพื่อนที่ดีมาก เพื่อนที่เชื่อมั่นผม ที่เป็นตัวผมจริงๆ ผมตื่นเต้นเสมอเวลาได้สนทนากับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กทุกๆ ครั้งที่ผมคุยกับกลุ่มคน SMEs ผมจะได้เรียนรู้อะไรจากพวกเขาเยอะมากข้างในตาของพวกเราเต็มไปด้วย Passion แต่เวลาผมคุยกับคนทำงานบริษัทขนาดใหญ่ ตาของเขาเป็นอีกแบบ มันเป็นเรื่องของเงินและการแข่งขันมากกว่าจนถึงวันนี้ ผมก็ยังกลัวการพูดในที่สาธารณชนอยู่ นั่นทำให้ผมพูดเฉพาะในสิ่งที่ผมเชื่อเท่านั้น
        จงใช้สมองของคุณคิดเสมอ อย่ารีบทำตามสิ่งที่คนเขาบอกให้ทำ
        จงมองโลกในแง่ดี
        จงมองหาพาร์ทเนอร์ดีๆ คุณไม่มีทางทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว
        แน่นอนว่าการหาพาร์ทเนอร์ที่ดี ต้องใช้เวลาศึกษา การทำงานต่างๆ ล้วนใช้เวลากว่าจะเห็นผล ใจเย็นๆ แล้วเวทมนตร์จะเกิดขึ้นใน
        ถึงจะไม่มีคนลงทุนกับเรา หรือให้เรากู้ เราก็จะไม่ยืมเงินพ่อแม่ หรือเพื่อนพ่อแม่ท่านสูงอายุ ท่านต้องใช้จ่าย เพื่อนนั้นยังอายุน้อย ยังต้องเก็บหอมผมกับทีม เราดิ้นรนกันเอง ถ้าเงินหมด เราก็จะจับมือออกไปหางานทำใหม่ด้วยกัน
        สำหรับผม Power และ Money ไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า Experience
        ผมไม่ประทับใจคนที่พูดว่า ถ้ามีเงินนะ ฉันจะสร้าง…” แต่ผมชอบคนที่พูดว่า ฉันไม่มีเงินหรอก แต่ฉันจะสร้างให้ได้!

       แจ็ค หม่า คุณได้รับการยอมรับว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ และใครๆ ก็รู้จักคุณ ยังมี Achievement อะไรในชีวิตอีกบ้าง ที่คุณต้องการ?”  เป็นคำถามปิดท้ายที่น่าสนใจมาก และแจ็ค ได้เปิดเผยว่า
        ผมอยากกลับไปสอนหนังสือนะ ผมชอบการสอน และผมเองก็ได้สร้างโรงเรียนไว้แล้ว

        ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการหาเงิน ถึงตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาของการใช้ชีวิตแล้ว อย่างเช่นไปเที่ยวทะเล ผมอยากไปภูเก็ตนะ ฮ่าๆ

        “I wanna die peacefully in the classroom or at the beach, not in my office” แจ็ค หม่า ปิดท้ายด้วยประโยคนี้ พร้อมเรียกเสียงหัวเราะให้กับทั้งห้อง สังเกตได้เลยว่าทุกคนได้เต็มอิ่มไปกับแรงบันดาลใจ แนวคิดและอารมณ์ขันของผู้ชายคนนี้ แม้เขาจะบอกว่าเขายังกลัวการพูดอยู่ก็ตาม แต่แจ็ค หม่า ได้แสดงให้ประจักษ์ว่า นอกจากเขาจะเป็นสุดยอดผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นนักพูดชั้นยอดเช่นกันและขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สำหรับกิจกรรมพิเศษในครั้งนี้ด้วยค่ะ


(Posted By Techsauce Team • 11 October, 2016)

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

คลิปบันทึกภาพงานสัมนา 40 ปี 6 ตุลา และ SKYPE ปาถกถาของ "โจชัว หว่อง" ฉบับเต็ม!

คลิปบันทึก


ภาพและเสียงงานสัมนาเนื่องในวันครบรอบ 40 ปี 6 ตุลา พร้อมปาถกถาของ "โจชัว หว่อง" ฉบับเต็ม!

คลิปย้อนรำลึกถึงน้องออมสิน เด็กหญิงพูด ช ช้างไม่ชัด ที่พึ่งถูกรถชนเสียชีวิตวานนี้!











เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่น่าเศร้าทีเดียวสำหรับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของน้อง

ขอให้ดวงวิญญาณของน้องจงไปสู่สุขคติครับ!

อนิจจา! เด็กหญิงคลิปดัง พูด ช.ช้างไม่ชัด ถูกรถชนเสียชีวิตแล้ว!


(8 ต.ค.) เกิดอุบัติเหตุบนถนนสุขุมวิทฝั่งขาออกตัวเมืองระยอง ช่วงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 234 - 235 หมู่ที่ 7 ตำบลตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระยอง ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถกระบะเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ จึงได้รีบรุดเดินทางไปสอบสวน
ในที่เกิดเหตุพบรถยนต์กระบะอีซูซุ สีขาว ทะเบียน กธ 4007 จันทบุรี เสียหลักตกลงไปอยู่ในร่องน้ำกลางถนน ห่างไปเล็กน้อยพบรถจักรยานยนต์ 3 ล้อพ่วงข้าง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน สภาพถูกเฉี่ยวชนพังยับเยิน ใกล้กันพบศพผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีบาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลระยองแล้ว
ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นรถกระบะขับแล่นมาด้วยความเร็ว ก่อนที่จะมาถึงจุดที่เกิดเหตุมีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง วิ่งมาตามริมถนน ก่อนจะขับแล่นขึ้นมาบนถนนและขับตัดหน้ารถกระบะ เพื่อข้ามถนนไปเข้าช่องกลับรถ จึงทำให้รถกระบะเบรกห้ามรถไม่ทันพุ่งเข้าชนอย่างจัง จนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างและคนที่นั่งมาร่วม 3 คน กระเด็นตกลงไปในร่องน้ำกลางถนนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว ส่วนรถกระบะเสียหลักพุ่งตกลงไปจอดแน่นิ่งในร่องกลางถนนเช่นกัน คนขับได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อย่างไรก็ตามจากการสอบสวนทราบว่า ผู้เสียชีวิตชื่อน้องออมสิน อายุ 7 ปี ซึ่งเป็นเด็กหญิงคนเดียวในคลิปพูด ช.ช้างไม่ชัด แล้วถูกจับเรียกค่าไถ่ ที่โด่งดังและมีคนติดตามเข้าไปดูจำนวนหลายแสนคน โดยคลิปนี้ได้มีการเผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 2 คน ทราบชื่อนายกิตติพัฒน์ หิตะรัตน์ อายุ 39 ปี และนางรสรินทร์ หิตะรัตน์ อายุ 36 ปี

อ.เศรษฐศาสตร์ สอนลูก “ลูกอย่าเผลอคิดว่าตัวเองเป็นคนดีเป็นอันขาด”

 

 

ช่วงนี้มีบทความหนึ่งกำลังดังมากๆ ชื่อบทความ “ดาร์กไซด์ ของคำว่า “คนดี”” เขียนโดย นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นบทสนทนาเรื่องคนดีกับการบริหารประเทศ มีคนกดไลค์กว่า 4 พันคน และแชร์ต่อกว่า 1.4 พันครั้ง เลยทีเดียว!


วันนี้ หลังจากเสร็จงาน 6 ตุลา ที่ธรรมศาสตร์ ผมก็พากระติ๊บกับแดนไปทานข้าวที่ร้านไดอะล็อค แล้วกระติ๊บก็ถามขึ้นว่า
“คุณครูสังคม ถามก่อนปิดเทอมว่า ระหว่าง “คนดีที่บริหารประเทศประเทศไม่ค่อยเป็น” กับ “คนโกงที่มีผลงาน” เราจะเลือกใคร?”
ผมจึงตอบว่า “เอายังงี้ พ่อรู้ว่า เราไม่เลือกคนโกงแน่ แต่ก่อนจะตอบข้อนี้ เราลองมาดูดาร์กไซด์ของคำว่า “คนดี” กันบ้าง”
ก่อนอื่น ติ๊บและแดนจำไว้นะลูก พ่ออยากลูกทำสิ่งที่ดี อยากให้ลูกทำความดี แต่พ่อขอให้ลูก “อย่าคิดว่าตนเองเป็นคนดี” หรืออยากจะเป็นคนดี โดยเด็ดขาด นะลูก
ทำไม? คำถามจากเด็กทั้งสองคน
เพราะคำว่า “คนดี” มีอันตรายอย่างยิ่ง 2 ประการ ทั้งสำหรับตัวเราเอง และคนอื่น
ประการแรก เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเผลอคิดว่า “เราเป็นคนดี” เรามักจะมีอคติลำเอียงเข้าข้างความคิดของตัวเราเอง เราจะคิดว่า ความคิดของเรานั่นดี นั่นถูก แล้วเราจะฟังคนอื่นน้อยลง
เพราะแทนที่เราจะคิดว่า นั่นเป็นความคิดของเรา เฉยๆ เรากลับเผลอคิดว่านั่นเป็นความคิดของ “คนดี” มันจึงน่าจะถูกต้องกว่าความคิดของคนทั่วๆ ไป
ประการที่สอง คำว่า “คนดี” มักนำไปสู่การมี “อภิสิทธิ์” เหนือคนอื่นๆ
“ยังไงอ่ะ พ่อ?” ติ๊บงง
เอาง่ายๆ หนูลองตัดคำว่า “คนดี” ออกจากประโยคที่ว่า “คนดีที่บริหารประเทศประเทศไม่ค่อยเป็น” ดูซิ มันจะเหลือแค่คำว่า “คนที่บริหารประเทศประเทศไม่ค่อยเป็น” เฉยๆ แล้วเป็นไงอ่ะลูก?
“อืมม์ มันดูแย่ ไม่แพ้ คนโกงเลย” ติ๊บตอบ
“ใช่แล้วลูก ตรงประเด็นเลย มันแย่ไม่แพ้กัน แต่มันดูดีขึ้นเลยเมื่อเติมคำว่า “คนดี” เข้ามา 5555” ผมตอบ
“อืมม์ แล้วจริงๆ มันดีหรือแย่กันแน่? อ่ะพ่อ” ติ๊บถามต่อ
“แล้วคนดี “จริงๆ” ที่พบว่าตัวเขาเองบริหารประเทศไม่เป็น เขาควรทำอย่างไรล่ะลูก?” ผมถามบ้าง
“ถ้าเขาเป็นคนดีจริง เขาควรลาออก แล้วให้คนอื่นบริหารประเทศแทน” ติ๊บตอบ
“ถูกต้องแล้วลูก คำว่า “คนดีที่บริหารประเทศไม่เป็น” ไม่มีอยู่จริง หรอกลูก เพราะถ้าเขาดีจริง เขาจะไม่อยู่สร้างภาระให้กับประเทศหรอกจ๊ะ” ผมตอบ
“เข้าใจแล้วค่ะ/ครับ” เด็กๆ ตอบรับ
เพราะฉะนั้น พ่อขอเตือนลูกๆ ว่า ขอให้ลูกๆ ตั้งใจทำสิ่งที่ดี “แต่ลูกอย่าได้เผลอคิดว่าตนเองเป็นคนดีหรืออยากเป็นคนดีเป็นอันขาด”
เพราะคุณประโยชน์อันแท้จริงอยู่ที่คำว่า “ความดี” ไม่ใช่ “คนดี”
ปล. โพสต์นี้เป็นโพสต์ที่สะท้อนความคิดของครอบครัวเราเท่านั้น ไม่กล่าวล่วงหรือพาดพิงผู้อื่นที่คิดว่าตนเป็น “คนดี” เพราะเขาอาจมีเหตุผลอื่นที่แตกต่างไปจากเรา